ประวัติตระกูลเสาจินดารัตน์

1นายหมาน้อย เสาจินดารัตน์ (ใส่แว่น สวมสูทขาวถือไม้เท้า) ในวันที่เป็นเถ้าแก่งานแต่งงาน

 ประวัติตระกูลเสาจินดารัตน์

เรียบเรียง โดย
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

จากคำบอกเล่าของ ยายบุญจันทร์ เสาจินดารัตน์
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 10 โมงเช้า
ณ ห้าง Big C ลาดพร้าว (อิมพีเรียลเวิร์ล ลาดพร้าว เดิม)

1.รกราก

ยายบุญจันทร์เล่าย้อนหลังตระกูลผ่านชีวิตของตนเอง โดยเล่าว่า เกิดในปี 2463 ที่บ้านไม้สองชั้นบริเวณตลาดจีน(ปัจจุบันคือบริเวณบ้านของคุณนิพนธ์ มณีเทศ บนถนนตลาดเก่า บ้านไม้เก่าได้ถูกรื้อถอนไปสร้างอุทิศให้บรรพบุรุษที่ วัดม่อนพระยาแช่ และยังคงอยู่มาถึงทุกวันนี้)

คนในครอบครัวจะไปมาหาสู่คนละแวกนั้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านคมสัน บ้านครูทองฟัก สมัยนั้นหลังบ้านยังเป็นแม่น้ำวังอยู่ อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวได้จนถึงชั้น ม.3 อายุ 13 ปี (ราวปี 2476 ปีเดียวกับปีที่สร้างตึกเสาจินดารัตน์เสร็จ) คาดว่าในช่วงแรกใช้ชีวิตและเติบโตมากับบ้านคมสัน ในเวลาต่อมาจึงได้ย้ายมาอยู่กับพ่อกับแม่ คือ นายน้อยและนางลูกซัด เสาจินดารัตน์ที่ตึกสองชั้น ถนนทิพย์วรรณ (อยู่ตรงปากซอยเข้า โรงสนุกเกอร์ของสมาคมสามล้อฯ ตึกดังกล่าวได้ระบุปีทีสร้างเสร็จคือ ปี 2467) ใกล้กับร้านเมืองชัยสวัสดิ์

ร้านดังกล่าวน่าจะจดทะเบียนในชื่อว่า บริษัทงี่หลี เข้าใจว่า ภาษาจีนแคะ “งี่” แปลว่า “สอง” ซึ่งมีนัยว่า นายหมาน้อยเป็นลูกคนที่สองของ ก๋งเสา และแม่เฒ่าฟองแก้ว ขณะที่ลูกคนโตชื่อ นายหมาใหญ่ ตั้งร้านอยุ่บริเวณตีนสะพานรัษฎาภิเศก ฝั่งตำบลหัวเวียง ร้านงี่หลีนี้ ขายเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ชั้นล่าง ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ตึกเสาจินดารัตน์ บนถนนสายกลาง (ปัจจุบัน คือ ถ.ทิพย์ช้าง)

อาคารตึกขนาดใหญ่ ที่สร้างบนถนนสายกลาง น่าจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2474 ตามตัวเลขที่ระบุบนผนังชั้นดาดฟ้า ไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดว่าเหตุใด นายหมาน้อย จึงให้พ่อของ “เจ๊อิม” (ภรรยานายแถม คมสัน

ซึ่งครอบครัวทางเจ๊อิมนี้เองที่มีโรงสีอยู่ที่พะเยา) ที่อยู่ห้าแยกเชียงราย (ปัจจุบันคือ ห้าแยกหอนาฬิกา) เช่าขายข้าวสารในเมื่อแรกสร้างเสร็จ ในเวลาต่อมา บ้านเสาจินดารัตน์จึงย้ายมาอยู่

การสร้างตึกหลังนี้ทำให้ นายฉุย มณีเทศ คนนครสวรรค์ ที่เดินทางมากับหลวงพ่อกริ่ม แห่งวัดเกาะวาลุการาม พบรัก กับนางวุ่น เมื่อนายฉุยมาช่วยดูแลก่อสร้างตึกหลังนี้ สร้างตำนานรักของหนุ่มภาคกลางกับสาวเหนืออีกคู่หนึ่ง

2.เครือญาติ

ต้นตระกูล “เสาจินดารัตน์” นั้น อาจนับจุดกำเนิดตามชื่อ ก็คือ ก๋งเสา จีนแคะที่คาดว่าจะมาจากเมืองจีน แต่งงานกับ แม่เฒ่าฟองแก้ว ที่เป็นคนเมือง “บ้านเกาะ” (ปัจจุบันคือ พื้นที่บริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ ฝั่งไตรภพวิทยา) “เสาจินดารัตน์” เกิดจากการนำชื่อ เสา กับ ฟองแก้ว มาใช้เป็นชื่อนามสกุล ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับการที่รัฐบาลสยามออก พระราชบัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ.2456 (แต่ในการปฏิบัติจริงยังเป็นของใหม่ ให้มีการเลื่อนไปถึงในปี 2461 ดูใน พระบรมราชโองการ ประกาศ เลื่อนเวลาใช้พระราชบัญญัติขนานนามสกุล พระพุทธศักราช 2456 ประกาศใช้เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ.2458 )

ด้วยธรรมเนียมแต่เดิมนั้น คนพื้นถิ่นไม่เคร่งครัดนักในเรื่องการแต่งงานใหม่ โดยเฉพาะผู้หญิง แม่เฒ่าฟองแก้ว ได้แต่งงานใหม่กับ นาย ตามวานิชขจร และได้ให้กำเนิดทายาทสายตระกูล “วานิชขจร” ที่มีรกรากอยู่บริเวณสบตุ๋ย ทายาทที่ยังติดต่อกันอยู่บ้างก็คือ ยายแสงจันทร์ วานิชขจร ที่อยู่บริเวณ ถ.ประสานไมตรี ใกล้กับสี่แยกดอนปาน

ในชั้นของนายหมาน้อย เสาจินดารัตน์ [เกิด 2422 มรณะ 2500] ได้แต่งงานกับนางลูกซัด[เกิด 2424 มรณะ 2509] ที่เป็นพี่สาวของนางลางสาด คมสัน (แต่งงานกับป๋าน้อย คมสัน แห่งบ้านคมสัน ตลาดจีน) นายน้อยและนางลูกซัดมีทายาท 4 ท่านคือ นางสาวอึ่ง เสาจินดารัตน์, นางวุ่น มณีเทศ, นายต้าย เสาจินดารัตน์ [เกิด 2448 มรณะ ?], นางสาวระดม เสาจินดารัตน์ [เกิด 2460 มรณะ 2509] , และนางบุญจันทร์ เสาจินดารัตน์

ในอีกชั้นหนึ่ง นายฉุยกับนางวุ่นแต่งงานกัน ตามธรรมเนียมทางเหนือก็คือ ฝ่ายชายต้องแต่งเข้าบ้านฝ่ายผู้หญิง สายมณีเทศ ได้ให้กำเนิดทายาททั้ง 3 คือ นายนิภัทร์ มณีเทศ (ชื่อเดิมที่เรียกกันคือ สมศรี) นายนิพนธ์ มณีเทศ (เดิมเรียกว่า สมจินต์) และนางวราภรณ์ มณีเทศ (เดิมเรียกกันว่า ซอมพอ) ปัจจุบันตึกเสาจินดารัตน์อยู่ภายใต้การดูแลของ นางบุญจันทร์ เสาจินดารัตน์ และนางวราภรณ์ มณีเทศ

3.ตึกเสาจินดารัตน์

ตึกก่ออิฐถือปูนสองชั้น โดยแต่ละชั้นเพดานสูงโล่ง โปร่ง หลังคาเป็นดาดฟ้าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ถือว่าเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้สร้างอาคารขนาดใหญ่ โดยที่มีชั้นบนเป็นดาดฟ้า ได้รับการบูรณะเป็นครั้งคราว น่าจะมีการบูรณะใหญ่ในปี 2506 (อาคารอายุ 32 ปี) ตามตัวเลขที่จารไว้บนผนังดาดฟ้า และล่าสุดมีการบูรณะโครงสร้างคาน ระบบกันซึมดาดฟ้าในปี 2553-2554 (อาคารอายุ 79-80 ปี)

ธุรกิจครอบครัวภาพหน้าตึกเสาจินดารัตน์ ถนนทิพย์ช้าง ถ่ายโดย นิพนธ์ มณีเทศ

4.ธุรกิจครอบครัว

รุ่นนายหมาน้อยนั้นได้ทำการค้าขายจนสั่งสมทุนได้ไม่น้อย ทั้งการค้าขายสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ที่ขนส่งมาจากกรุงเทพฯ และพบว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าไม้ด้วย นอกจากนั้นยังพบว่าน่าจะมีการออกเงินกู้ ดังที่พบเอกสารหลักฐานการกู้ยืมเงินจำนวนหนึ่ง

การค้าขายในรุ่นต่อมา นายต้าย เสาจินดารัตน์ ลูกชายคนเดียวของนายหมาน้อยและนางลูกซัด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารร้าน นายต้ายมีพื้นฐานการศึกษาที่ดีมากเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกันในขณะนั้น เขาจบปริญญาตรีจากฟิลิปปินส์ ได้ดำรงตำแหน่งเทศมนตรีเมืองลำปาง และดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนเก่าบุญวาทย์ โรงเรียนประจำจังหวัด

ขายนาฬิกา เครื่องประดับหรูหราและทันสมัยแห่งยุคนาฬิกายี่ห้อ DAMAS


5.ขายนาฬิกา เครื่องประดับหรูหราและทันสมัยแห่งยุค

ยายจันทร์เล่าว่า ครอบครัวส่งให้ไปเรียนที่โรงเรียนวัฒนา กรุงเทพฯ ช่วงปี 2480 หลังจากจบชั้น ม.6 จากโรงเรียนวิชชานารี ลำปาง ยายจันทร์เรียนอยู่สองปี และกลับมาอยู่บ้านราวๆ ปี 2482 และมาช่วยทางบ้าน ซึ่งขณะนั้นเป็นตัวแทนจำหน่ายนาฬิกายี่ห้อ DAMAS ซึ่งพบว่าในสมัยนั้น ขายดีมาก โดยเฉพาะการขายในระบบเงินผ่อน นาฬิการาคา 30 บาท ผ่อนเดือนละ 3 บาท

ต่อมาพบว่า บริษัท DAMAS ต้องการคนพิมพ์ดีดได้ ยายจันทร์จึงถูกส่งไปเรียนชวเลขที่กรุงเทพฯ แถวๆเสาชิงช้า ชื่อร้านว่า “พาณิชย์ศุภผล” เป็นเวลา 3 เดือน และได้ไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมกับ อาจารย์วนิดา นักเรียนโรงเรียนวัฒนา ลูกเจ้าคุณวรวิทย์พิศาล แต่เรียนได้ไม่ทันไรก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงต้องย้ายกลับลำปางวันที่ 8 ธันวาคม 2484

ยายจันทร์เล่าว่า เมื่อตอนขึ้นรถไฟที่หัวลำโพงกลับลำปาง คนแน่นมาก และแย่งเบียดขึ้นรถไฟ ตัวยายเองก็เบียดขึ้นไปทางหน้าต่าง

การค้าที่ลำปางก็ถือได้ว่า ไปเรื่อยๆ วิชาที่เรียนมาก็ไม่ค่อยได้ใช้ เนื่องจากเป็นคนช่วยขายนาฬิกา เล่าว่าเป็นลูกน้องของนางสาวระดม (พี่สาว) อีกที เมื่อพบทหารญี่ปุ่นลดบทบาทลง ก็ได้รับมอบมหายให้นำนาฬิกาไปขายที่กรุงเทพฯ ในเวลาที่ของกำลังขยับราคาขึ้น ยายเดินทางไปกับ อาทองดี สุรินทรามนต์ ที่รู้จักกับทางบ้านเป็นอย่างดี ในครั้งนั้นนำไป 300-400 เรือน ขายให้กับบริษัท OMEGA บริเวณแยกสี่กั๊กเสาชิงช้า ได้ราคาเรือนละ 200-300 บาท

หลังจากจบสงคราม นายต้าย ที่จบทางด้านเกษตรมาจากมหาวิทยาลัยที่ฟิลิปปินส์ ก็ได้ภรรยาเป็นคนปากน้ำโพ (นครสวรรค์) หลังจากได้พบกันที่เชียงใหม่ นายต้ายได้ไปช่วยงานป๋าน้อย คมสัน ขายรถบรรทุก รถยนต์ยี่ห้อ เชฟโรเลตและช่วยที่บ้าน บริษัทที่ขายรถเชฟโรเลต สาขาลำปางนั้นอยู่บริเวณ ร้านศรีลานนาเดิม (ปัจจุบันห้างเสรีฯได้ซื้อตึกและทุบทิ้งทำตึกแล้ว) ส่วนใหญ่จะขายรถให้กับคนเชียงราย เนื่องจากช่วงนั้นเส้นทางขนส่งที่สำคัญอีกเส้นหนึ่ง ก็คือ ทางหลวงลำปาง-เชียงราย บริษัทดังกล่าวชื่อว่า “ลำปางอินดัสเทรียล”

อย่างไรก็ตามหลังแต่งงานก็มีความขัดแย้งระหว่างพี่น้อง นายต้ายจึงย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ อย่างไรก็ตามนายต้ายเป็นคนอายุสั้น และมีโรคประจำตัวหลายโรค เช่น โรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ถึงแก่กรรมเมื่ออายุไม่ถึง 40 ปี ด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน จึงทำให้นายหมาน้อยเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามที่ลำปางก็ยังไม่มีใครดุแลร้าน จะมีเพียงนางสาวระดมที่มาช่วยขายนาฬิกาจนหมด

6.เปิดตลาดธุรกิจการเกษตร

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการลงทุนทำธุรกิจใหม่ เกี่ยวการเกษตร โดยทำการค้าขายปุ๋ย ยาฆ่าแมลง สินค้าการเกษตร ในนาม ร้านเสาจินดารัตน์ การดำเนินการค้ามาสะดุดอีกครั้งเมื่อ นายหมาน้อย ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 78 ปี ในปี 2500 ด้วยโรคความดันโลหิตสูง วันที่นายหมาน้อยจากไปนั้น ยายจันทร์กลับมาจากกรุงเทพฯ เพื่อเยี่ยมบ้านได้เพียง 1-2 วัน เท่านั้น